เชื่อได้เลยว่าหากกล่าวถึงคำว่า Hospice หลายๆ คนคงไม่ได้เคยได้ยินมาก่อน ซึ่งคำว่า ฮอสพิซ นั้นก็อาจเรียกโดยรวมๆ ว่าการดูแลผู้ป่วยให้จากโลกนี้ไปอย่างสงบ ซึ่ง Hospice ไม่ได้มีมาในยุคนี้สมัยนี้เท่านั้น หากแต่ว่ามีมาเป็นเวลานาน อาจจะกล่าวได้ว่ามีมาตั้งแต่สมัยโลกยุคโบราณเลยก็ว่าได้ ซึ่งมาทำความรู้จักกับ Hospice ไปพร้อมๆ กันเลย 

ต้นกำเนิดของฮอสพิซ 

สำหรับต้นกำเนิดของฮอสพิซนี้มีมาตั้งแต่สมัยยุคยุโรปโบราณ โดยแต่ก่อน เวลาที่คนในยุคนั้นป่วย ก็จะมีการพาไปยังสถานพักฟื้น ซึ่งมักจะเป็นชนบทที่มีอากาศเย็นสบายเป็นหลัก และผู้ป่วยก็จะมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น มีความสุขมากขึ้น อย่างไรก็ดีเมื่อผ่านมาจนถึงยุคปัจจุบัน วิทยาการทางการแพทย์ก้าวหน้ากว่าเดิม มีการคิดค้นทั้งยา และเทคโนโลยีนวัตกรรมการรักษา อันจะเป็นการยื้อชีวิตผู้ป่วยให้ยาวกว่าเดิม โดยลืมมองบริบทที่ว่า การยืดชีวิตให้ยาวออกไป แท้ที่จริงแล้วเป็นการยื้อเพียงลมหายใจ และยื้อผู้ป่วยด้วยความหวังหรือไม่ การให้ผู้ป่วยได้เข้าใจโรคภัยที่ตนเองมี และสถานการณ์ของโรคและชีวิตของตนเอง อาจจะดีกว่า เพื่อเป็นการเตรียมความพร้อมให้กับคนที่ยังอยู่ 

การมาถึงของฮอสพิซในปัจจุบัน 

สำหรับการรักษาแบบฮอสพิซ หรือที่เรียกกันในภาษาไทยว่าการดูแลประคับประคอง เพิ่งเริ่มได้รับความนิยมมาเมื่อไม่นานนี้ โดยแนวคิดบางส่วนมาจากแพทย์ผู้รักษาที่ไม่เห็นด้วยกับการให้ยาผู้ป่วย ไม่ว่าจะเป็นโรคมะเร็งหรือโรคใดๆ ก็ตาม จนกว่าผู้ป่วยจะสุดยื้อ ทั้งที่ยาเหล่านี้(บางตัว) ก็ได้สร้างผลข้างเคียงต่อร่างกายของผู้ป่วย หรืออาจทำให้ระบบภายในแย่ลงไปได้นั่นเอง นำมาซึ่งการเสียชีวิตอย่างไม่ทันตั้งตัว ไม่ได้แม้แต่จะสั่งเสียคนที่ยังอยู่  

การดูแลแบบฮอสพิซ จะทำให้ผู้ป่วยยอมรับกับสุขภาพของตนเองอย่างกล้าหาญ และมีคุณภาพชีวิตที่ดีตราบจนวันสุดท้ายของชีวิต ยกตัวอย่างเช่น การทำการฉีดมอร์ฟีนให้กับผู้ป่วยโรคมะเร็ง ที่ไม่นิยมฉีดกันนัก เพราะเกรงว่าจะเกิดการเสพติด ทำให้ผู้ป่วยโรคมะเร็งต้องทนรับความเจ็บป่วย จนกระทั่งวันสุดท้ายของชีวิต จะดีกว่าหรือไม่ หากคิดในมุมกลับว่า ด้วยอาการของโรค ผู้ป่วยไม่สามารถมีชีวิตที่ยืนยาวกว่านี้ได้แล้ว หากจะจ่ายมอร์ฟีนให้ก็ไม่มีปัญหาเรื่องการเสพติดอย่างแน่นอน 

อย่างไรก็ดี การรักษาดูแลแบบฮอสพิซ อาจเป็นการทำใจได้ยาก สำหรับญาติ เพราะนั่นคือการยอมรับว่าผู้ป่วยไม่มีหวังในการมีชีวิตอยู่ต่อแล้ว แต่ญาติเองก็ต้องมองมุมกลับด้วยเช่นกันว่า การยื้อชีวิตเป็นการยื้อความสบายใจของญาติ แต่สำหรับผู้ป่วยที่ต้องทนแบกรับความเจ็บปวดของร่างกาย การยื้อชีวิตคือสิ่งที่เป็นประโยชน์แท้จริงหรือเปล่า

Tags:

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

Explore More

5 ขั้นตอนวิธีล้างจมูกสำหรับเด็กและผู้ใหญ่

วิธีล้างจมูก

การล้างจมูกถือเป็นหนึ่งในวิธีดูแลสุขภาพที่หลายครอบครัวเริ่มให้ความสนใจมากขึ้น เพราะช่วยชะล้างสิ่งสกปรก มลภาวะ ฝุ่น รวมถึงน้ำมูกที่อาจอุดตันทางเดินหายใจออกไปได้อย่างมีประสิทธิภาพ สำหรับคนที่ไม่เคยทำมาก่อน อาจรู้สึกว่าซับซ้อนหรือกลัวว่าจะทำไม่ถูกวิธี บทความนี้จะมาแนะนำวิธีล้างจมูก แบบทีละขั้นตอนที่ทั้งเด็กและผู้ใหญ่สามารถทำได้อย่างปลอดภัย ทำไมควรล้างจมูก ก่อนเข้าสู่ขั้นตอน มาดูกันว่าการล้างจมูกมีประโยชน์อย่างไร 5 ขั้นตอนวิธีล้างจมูก 1. เตรียมอุปกรณ์ให้พร้อม การเตรียมอุปกรณ์ให้สะอาดและพร้อมใช้งานถือเป็นก้าวแรกของการล้างที่ปลอดภัย 2. จัดท่าทางให้เหมาะสม ท่าทางที่ถูกต้องจะช่วยให้น้ำเกลือไหลผ่านโพรงจมูกได้อย่างราบรื่น 3. เริ่มล้างด้วยน้ำเกลือ ขั้นตอนนี้อาจทำให้รู้สึกแปลก แต่ถือเป็นหัวใจสำคัญของวิธีล้างจมูก 4. ทำซ้ำอีกข้าง 5. ทำความสะอาดหลังล้าง เคล็ดลับสำหรับเด็กและผู้ใหญ่ คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับการล้างจมูก

เข้าใจประกันรถยนต์ 2+ ผ่านสถานการณ์จำลองที่คนใช้รถเจอบ่อย

ประกันรถยนต์ 2+

หลายคนเคยได้ยินชื่อ ประกันรถยนต์ 2+ แต่ยังไม่แน่ใจว่าความคุ้มครองทำงานอย่างไรในชีวิตจริง การอธิบายด้วยเงื่อนไขอย่างเดียวอาจยังเห็นภาพไม่ชัด บทความนี้จึงเลือกใช้ “สถานการณ์จำลอง” ที่คนใช้รถมักเจอเป็นประจำ เพื่อช่วยให้เข้าใจบทบาทของประกัน 2+ ได้ง่ายขึ้น และตัดสินใจได้ตรงกับการใช้งานจริงมากขึ้น สถานการณ์ที่ 1 ชนกับรถคันอื่นในช่วงเร่งด่วน ชั่วโมงเร่งด่วนคือช่วงเวลาที่เกิดอุบัติเหตุบ่อยที่สุด การชนท้ายหรือเฉี่ยวชนเล็กน้อยสามารถเกิดขึ้นได้แม้จะขับขี่ระมัดระวังแล้วก็ตาม ในสถานการณ์นี้ ประกันรถยนต์ 2+ จะเข้ามาช่วยดูแล จุดนี้สะท้อนชัดว่าประกัน 2+ เน้นคุ้มครองความเสี่ยงที่เกิดขึ้นจริงบนท้องถนน และเป็นเหตุผลหลักที่หลายคนเลือกใช้อย่างต่อเนื่อง สถานการณ์ที่ 2 เฉี่ยวกำแพงหรือชนเสาโดยไม่มีคู่กรณี เหตุลักษณะนี้พบได้บ่อย โดยเฉพาะในพื้นที่จอดรถแคบหรือทางโค้งอับสายตา

ภัยเงียบ! เบาหวานในเด็ก มีความเสี่ยงเป็นได้ไม่น้อยกว่าผู้ใหญ่

เบาหวานในเด็ก

ในปัจจุบันคุณรู้หรือไม่ว่า ในวัยเด็กจะสามารถเป็นโรคเบาหวานได้ไม่แพ้ผู้ใหญ่เลยทีเดียว ซึ่งโรคเบาหวานจะเป็นภาวะที่ระดับน้ำตาลในเลือดสูงผิดปกติ จากการที่ร่างกายของเราไม่สามารถหลั่งสารอินซูลินในปริมาณที่เพียงพอ เพื่อมาจัดการกับระดับน้ำตาลได้ หรือในทางการแพทย์จะเรียกว่าเกิดภาวะดื้ออินซูลินนั่นเอง ที่สารอินซูลินที่ในร่างกายหลั่งออกมานั้น มีประสิทธิภาพไม่ดีพอต่อการควบคุมระดับน้ำตาล ดังนั้นในส่วนนี้จะส่งผลไปที่กระบวนการเผาผลาญหรือกระบวนการเปลี่ยนอาหารหรือเครื่องดื่มที่ดื่มเข้าไปให้เป็นน้ำตาล  โรคเบาหวานในเด็ก แตกต่างจากโรคเบาหวานในผู้ใหญ่อย่างไรบ้าง? การเกิดโรคเบาหวานในเด็กจะมีอาการที่ไม่แตกต่างจากเบาหวานในผู้ใหญ่เท่าไหร่นัก แต่หากเกิดโรคเบาหวานในเด็กนั้น จะส่งผลให้มีโอกาสเกิดโรคแทรกซ้อนได้มากกว่าผู้ใหญ่ เนื่องจากวัยเด็กหรือวัยรุ่นจะเป็นวัยที่มีการเจริญเติบโตอยู่เสมอ และยังมีการเปลี่ยนแปลงทางด้านอารมณ์ และยังใช้ความรู้สึกและอารมณ์ในการตัดสินใจเป็นส่วนใหญ่ ดังนั้นในส่วนนี้จึงอาจจะส่งผลต่อการควบคุมการรักษา หรือการควบคุมอาการของโรคได้ไม่ดีเท่าผู้ใหญ่ เพราะฉะนั้นจึงจำเป็นต้องใช้บุคคลรอบข้าง อย่างเช่น ผู้ปกครองหรือญาติเป็นผู้ดูแลร่วมด้วย อาการของโรคเบาหวาน ที่สามารถสังเกตได้ด้วยตนเอง สำหรับอาการของโรคเบาหวานในวัยเด็ก จะมีอาการที่คล้ายคลึงกับโรคเบาหวานในผู้ใหญ่เป็นอย่างมาก ซึ่งอาการเหล่านี้จะสามารถสังเกตได้ง่าย ๆ ด้วยตนเอง แต่จะมีอาการอย่างไรบ้างนั้น